หนังใหม่ : เคท (KATE)

หนังใหม่ : เคท (KATE) หนังแอ็กชั่นยิงถล่มแบบเดียวกับจอห์นวิคเกิดตามขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่ง KATE ก็ตามรอยเดียวกันมา ซึ่งก่อนนี้ทาง Netflix ก็มี Extraction ของ คริส เฮมส์เวิร์ธ นำทางมาก่อน และก็ได้รับยอดชมสูงอันดับต้นๆ ของหนัง Original Netflix เลย แต่นั่นก็เพราะชื่อชั้นของดาราอย่างคริสเป็นจุดขายชั้นดี

เขียนบทกับคุมโปรเจ็กต์โดยพี่น้องรุสโซ่ รวมถึงฉากจบที่กึ่งปลายเปิดไว้เผื่อทำต่อได้อีก แต่กับเรื่องนี้ แมรี เอลิซาเบธ วินสตีด เป็นนางเอกนำ ก็ไม่ได้เป็นดารานำแม่เหล็กอะไรแบบนั้น ถึงจะมี วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน พ่วงมาด้วยก็เถอะแต่เป็นแค่บทรอง งานเขียนบทโดย Umair Aleem ก็พึ่งมีผลงานเขียนบทมาเรื่องเดียวในปี 2015 ชื่อ Extraction (คนละเรื่องกับของคริส) และผลตอบรับก็ออกมาแย่ ผู้กำกับ Cedric Nicolas-Troyan ก็มีเครดิตแค่เรื่องเดียวคือ The Huntsman: Winter’s War จึงเห็นได้ชัดว่านี่เป็นงานเกรดรองกว่าในหนังแนวเดียวกันหลายเรื่อง แต่แนวยิงแหลกแบบนี้คนดูคงสนใจที่ฉากแอ็กชั่นมากกว่าว่าทำได้ถูกใจแค่ไหน และนี่ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้แจ้งเกิดได้ง่ายกว่าหนังเน้นบทแนวอื่นๆ ด้วย

เนื้อเรื่องเริ่มจาก เคทนักฆ่ามืออาชีพขององค์กรรับงานฆ่าหัวหน้าแก๊งยากูซ่าไม่สำเร็จ ก่อนรู้ตัวว่าถูกวางยาพิษที่เป็นสารกัมมันตภาพรังสีร้ายแรงไม่มียาแก้ต้องตายภายใน 24 ชั่วโมง เคทจึงตามล้างแค้นในการล้างแค้นปิดจ๊อบนี้ให้สำเร็จ แต่ระหว่างนั้นกลับเกิดความรู้สึกผูกพันกับลูกสาวของเหยื่อในแก๊งยากูซ่า และต้องช่วยเหลือเธอจากวังวนของเรื่องที่เกิดขึ้นนี้

ถึงหนังอย่างจอห์นวิคจะโดนสบประมาทว่าเนื้อเรื่องไม่มีอะไร แต่อย่าลืมว่าโลกของจอห์วิคมีรายละเอียดยุ่บยับรองรับไว้ละเอียดมากมาย ซึ่งนี่เป็นหัวใจของหนังแนวนี้ที่ดีเลยก็ว่าได้ เพราะการที่ต้องเน้นฉากยิงแหลกเอามันส์เป็นหลัก มันก็ไม่มีเวลามาเล่าเรื่องราวอะไรมาก แถมยังอาจจะทำให้คนดูรำคาญได้อีก ซึ่งเคทเองก็เป็นหนังที่เน้นแอ็กชั่นยิงกระหน่ำได้มันส์จริง พร้อมกับฉากเท่ๆ หลายฉาก อย่างในโปสเตอร์ที่ปีนผนังแล้วยิงลงมา มีฉากโหดดิบเลือดสาดเยอะ แบบแทงทะลุหน้า ตัดคอ แต่ไม่ถึงกับแหวะ แค่เห็นแบบผ่านๆ แล้วก็อัดแอ็กชั่นมาได้ต่อเนื่องกำลังดีไม่ได้มีช่วงดราม่ายืดเยื้ออะไร (มีพ่วงติดตลกนิดๆ) ยกเว้นช่วงท้ายเรื่องกับบอสใหญ่กลับจบง่ายๆ ไม่มีฉากแอ็กชั่นอะไรเลยจนดูน่าผิดหวัง แม้จะเข้าใจได้ว่าตามบทนางเอกแทบหมดสภาพแล้ว แต่ก็น่าจะมีอะไรส่งท้ายให้คนดูสะใจกว่านี้เมื่อเทียบกับที่ทำมาทั้งเรื่อง แต่สิ่งที่เคทไม่มีเลยจนน่าตำหนิมาก ก็คือรายละเอียดของโลกในเรื่องค่อนข้างกลวงโบ๋ เรารู้แค่ว่าเคทถูกเลี้ยงมาโดย “วี” มาเป็นนักฆ่าในองค์กรของเขา นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีกเลย องค์กรนักฆ่าก็ไม่มีรายละเอียดอะไรให้เราเห็น ฝ่ายยากูซ่าเองก็แทบไม่มีความลึก บทมีแค่เคทไล่ตามหาคนที่รู้ตัวที่ซ่อนหัวหน้าแก๊ง ก็เลยต้องไล่ตามเก็บไปเรื่อยๆ จนเกิดการต่อสู้ไปเรื่อยเพื่อหาเบาะแสเท่านั้น ทำให้เคทกลายเป็นหนังนักฆ่าล้างแค้นดาษดื่นทั่วไปมาก ทั้งๆ ที่หน้าหนังดูน่าสนใจและมีตัวอย่างรุ่นพี่มาก่อนแล้วแท้ๆ

แม้บทจะจะพยายามขายปมดราม่าของเคทกับอานิ เด็กสาวลูกครึ่งที่เธอช่วยไว้ระหว่างภารกิจล้างแค้นยากูซ่า แต่กลับแทบไม่ได้อารมณ์อินอะไรมาก ส่วนหนึ่งคงเพราะเวลาในเรื่องจำกัดไว้แค่ 24 ชั่วโมงด้วย แถมเรายังพอรู้แต่แรกแล้วว่าเรื่องจะจบยังไง เนื่องจากหนังก็ปูไว้โต้งๆ ตั้งแต่ตอนแรกว่าเคทเป็นคนฆ่าพ่อของอานิในภารกิจตอนเปิดเรื่องเลย ซึ่งการปูปมนี้ไว้เผื่อกะบิ้วในตอนจบมันกลายเป็นสิ่งที่คนดูคาดเดาได้อยู่แล้ว แถมช่วงหักมุมท้ายเรื่องก็ไม่ได้น่าประหลาดใจอะไร เป็นบทแบบเดิมๆ เบสิคของหนังแอ็กชั่นด้วยซ้ำ

ตัวนักแสดงนำ แมรี เอลิซาเบธ วินสตีด เองอาจจะดูสอบผ่านกับการนำเดี่ยวในหนังแอ็กชั่นแบบนี้ (ก่อนนี้เล่นใน Birds of Prey บท The Huntress) คือดูแล้วเชื่อว่าเธอเก่ง+โหดแบบที่ในเรื่องปูไว้ แต่ก็ยังไม่ถึงขนาดมีเสน่ห์แบบแจ้งเกิดในแนวทางนี้ได้ ส่วน วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน มาเหมือนไม่มา เพราะบทมีเพียงแค่นิดหน่อย รวมๆ แล้วไม่น่าถึง 15 นาที แถมการเป็นดาราดังมารับบทรองแบบนี้ยิ่งทำให้คนคาดเดาได้ง่ายกว่ามาทำไม หรืออย่าง Jun Kunimura ในบทหัวหน้าแก๊งยากูซ่าเป้าหมายของเคท ก็เป็นดาราที่รับบทแบบนี้จนเกร่อมากเกินไป ส่วนตัวอานิที่รับบทโดยน้อง Miku Patricia Martineau เล่นหนังเรื่องนี้เรื่องแรกก็ดูน่ารักสมบาทดีกับลูกสาวยากูซ่าแก่นๆ ที่ต้องมาพบชะตากรรมลำบากร่วมกับเคท แต่อาจจะขัดนิดๆ ในช่วงแรกที่คุยกับนางเอกด้วยภาษาอังกฤษปร๋อเลย โดยไม่อธิบายก่อนว่าในบทเธอเป็นลูกครึ่งก็ทำให้งงๆ ได้ ซึ่งที่จริงตรงนี้ก็ดูแปลกๆ หลายครั้งจากลูกน้องยากูซ่าพูดฟังอังกฤษกันได้แทบทั้งนั้น แทนที่จะให้นางเอกพูดญี่ปุ่นไปเลยตอนสนทนากับพวกนี้จะเนียนกว่า เพราะสกิลนักฆ่าระดับนี้น่าจะมีอยู่แล้ว และในช่วงแรกเธอก็พูดญี่ปุ่นได้ไม่ใช่พูดไม่ได้เลยจะดูเป็นบทพูดที่ธรรมชาติกว่าครับ (ในเรื่องจะพูดอังกฤษเกือบหมด มีบางช่วงที่ตัวละครจะพูดญี่ปุ่นในฉากที่เจอกับเคท)

แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยน่าจะสะดุดตากันทุกคนก็คือ หลายฉากดูออกว่าเป็นสถานที่ในไทย เพราะเรื่องนี้ถ่ายทำในเมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพ เป็นเวลา 2 เดือน แต่เปลี่ยนฉากเป็นญี่ปุ่น (รายละเอียดจากกรมการท่องเที่ยวโพสต์ไว้) ทำให้หลายๆ ฉากในเรื่องนี้คนไทยโดยเฉพาะชาว กทม. คงสะดุดกับคุ้นตากันบ้าง อย่างฉาก BTS จตุจักร ถนนหนทางต่างๆ ซึ่งคนกรุงเทพน่าจะดูออกเพราะเรื่องนี้ก็ไม่ได้เซ็ตฉากเปลี่ยนไปหมดแบบ Extraction (อันนี้ดูแทบไม่ออกเลย) แต่การดูออกไม่ใช่เรื่องแย่ ก็เหมือนเกมจับผิดสนุกๆ ซึ่งการได้เห็นทีมงานเปลี่ยนฉากในไทยให้เป็นญี่ปุ่นจากของจริง ร่วมกับ CG อาจจะไม่เนียนมาก แต่ก็รู้สึกดีลึกๆ ว่าเขามาใช้เมืองไทยถ่ายทำกันเยอะจริงๆ (รายได้เข้าประเทศ 400 ล้าน)

This entry was posted in News.