ลูกเป็นโรคไข้หวัดเรื้อรังจะมีอันตรายมากน้อยแค่ไหน

ลูกเป็นโรคไข้หวัดเรื้อรังจะมีอันตรายมากน้อยแค่ไหน โดยทั่วไปเมื่อลูกเป็นหวัด ควรให้ความอบอุ่นให้เพียงพอ ถ้าลูกมีอาการไอให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆ หากมีอาการไอมากให้ดื่มน้ำมะนาวผสมเกลือและน้ำตาล หรือน้ำผึ้ง เพื่อขับเสมหะ และหากมีไข้ต่ำควรลดไข้ โดยเช็ดตัวลูกด้วยน้ำอุ่น หรือน้ำจากก๊อกธรรมดา

ถ้ายังมีไข้สูงเด็กซึมหรือกวน ควรให้ยาลดไข้ขนาดตามน้ำหนักตัว เช่น Paracetamol ให้ขนาด 10 มิลลิกรัม/น้ำหนัก 1 กก. ทุก 4 – 6 ชม. เวลามีไข้ อาการน้ำมูกถ้ามีไม่มาก ใช้สำลีพันปลายไม้ชุบน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือเช็ดในรูจมูก หรือถ้ามีน้ำมูกมากให้ใช้ลูกยางแดงดูดน้ำมูกออก การใช้กระดาษชำระพันเป็นแท่งใส่ในจมูก เพื่อเช็ดน้ำมูกหรือใช้สำลี ต้องทำด้วยความระมัดระวัง อาจมีเศษติดอยู่ในรูจมูกได้ และกระดาษชำระบางยี่ห้ออาจทำให้ระคายเคืองจมูกลูกได้

การใช้ยา ในกรณีที่การรักษาเบื้องต้นไม่ดีขึ้น
ถ้าลูกยังมีอาการน้ำมูกแน่น หรือคัดจมูกมาก คุณพ่อคุณแม่สามาถให้ลูกรับประทานยาแก้หวัดได้ โดยต้องคำนึงถึงน้ำหนักตัวของลูก ส่วนยาแก้หวัด พวกต้านฤทธิ์ฮีสตามีนนั้นไม่นิยมให้ในเด็กเล็กๆ หรือผู้ป่วยที่เป็นหอบหืดรับประทาน ยากลุ่มนี้จะทำให้น้ำมูกแห้งและจามน้อยลง ส่วนอาการคัดจมูกจะต้องใช้ยากลุ่มที่ยุบบวมในจมูก ซึ่งก็ไม่นิยมในเด็กเล็กเช่นกัน ในกรณีแน่นจมูกมาก หายใจไม่ออก อาจให้ยาเช็ดจมูกช่วยยุบบวมในจมูกได้ ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็วช่วยให้โล่งจมูกทันที แต่ไม่ควรจะใช้นานเกิน 3 วัน ถ้าใช้แล้ว 3 วัน จะต้องหยุดยาก่อน ถ้าเป็นใหม่ครั้งต่อไปสามารถนำมาใช้อีกได้ ยานี้ถ้าใช้ติดกันนานจะเกิดผลข้างเคียงต่อจมูกทำให้เยื่อบุจมูกเกิดการอักเสบและบวมเพิ่มขึ้นได้

ส่วนยาปฏิชีวนะที่เรียกกันทั่วไปว่ายาฆ่าเชื้อ หรือยาแก้อักเสบนั้นไม่ควรให้ในผู้ป่วยหวัดทั่วไป เนื่องจากโรคไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส จะนำมาใช้ก็ในกรณีมีผลข้างเคียงจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องภูมิต้านทานอยู่เดิมเท่านั้น ยาฆ่าเชื้อไวรัส ยังไม่มียาที่นำมาใช้เฉพาะสำหรับโรคนี้ เนื่องจากอาการไม่รุนแรงและอาจมีผลข้างเคียงด้วย ยกเว้นในไข้หวัดใหญ่ ใช้ยา Oseltamivir ในการรักษา

เมื่อได้รับการรักษาแล้ว ลูกเริ่มมีอาการดีขึ้น จำเป็นต้องรับประทานยาต่อหรือไม่
เมื่ออาการดีขึ้นสามารถหยุดยาแก้หวัด และลดไข้ได้ แต่คงต้องเฝ้าระวังอาการว่าจะมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าเด็กหายใจไม่สะดวก ไม่แนะนำให้ใช้ยายูคาลิปตัสหรือยาจำพวกยาดมทาบริเวณหน้าอก หรือโพรงจมูก เนื่องจากจะทำให้ระคายเยื่อบุจมูก และเกิดการอักเสบตามได้ โดยเฉพาะถ้าใช้ทาโดยตรง หรือให้สูดดมเป็นเวลานานๆ แต่หากกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ยืนยันจะใช้แนะนำให้ใช้ในเด็กโต ไม่ควรใช้ทาโดยตรง และควรใช้ระยะสั้นที่สุด

ในกรณี ถ้าลูกเป็นโรคไข้หวัดเรื้อรังจะมีอันตรายมากน้อยแค่ไหน จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้อีกหรือไม่
หากลูกเป็นโรคไข้หวัดเรื้อรัง คือมีอาการเป็นหวัดเป็นเวลานานมากกว่า 10 วัน จะต้องพิจารณาดูว่าเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ เช่น หูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ หรือปอดอักเสบ โรคอื่นๆ ที่อาจเข้าใจผิดว่าเป็นโรคไข้หวัดได้แก่ โรคภูมิแพ้ของจมูก หรือมีสิ่งแปลกปลอมในจมูก ทำให้เกิดเป็นไข้หวัดเรื้อรัง ในภูมิแพ้จมูกจะพบผู้ป่วยคันจมูก คันตา น้ำมูกใส แน่นคัดจมูก ส่วนมากจะเป็นตอนเช้ามืดและเวลากลางคืน พอสายอาการจะดีขึ้น ในรายที่มีสิ่งแปลกปลอมในจมูกมักพบในเด็กอายุ 2-5 ปี มีอาการน้ำมูกข้น ๆ เขียวหรือเหลืองไหลจากจมูกข้างเดียว อาจมีกลิ่นเหม็นจากจมูกข้างนั้นด้วยก็ได้ ในกรณีหูน้ำหนวกอาจมีอาการปวดหู หรือถ้าแก้วหูทะลุก็อาจมีหนองไหลออกจากหู ในกรณีที่มีไซนัสอักเสบ อาจมีอาการน้ำมูกข้นเขียว เสมหะข้น ๆ ลงคอ ไอ มีเสมหะ กระแอมไอ หายใจมีกลิ่น อาจมีอาการปวดศีรษะหรือหายใจไม่ได้กลิ่นร่วมด้วย ในรายที่มีปอดอักเสบ จะพบไข้สูง ไอมาก หายใจเร็วขึ้นได้

วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดมีหรือไม่
เนื่องจากโรคไข้หวัดสามารถเกิดจากไวรัสหลายชนิด การทำวัคซีนเป็นไปได้ยาก จึงยังไม่มีวัคซีนเฉพาะ วัคซีนที่ควรฉีดคือ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ฉีดได้ทุกช่วงอายุ และควรฉีดทุกปี โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุหรือผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังต่างๆ

ข้อแนะนำในการดูแลร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นไข้หวัด
1. ทำร่างกายให้อบอุ่น โดยเฉพาะหน้าฝน ควรพกร่ม หรือเสื้อกันฝนติดตัวไว้ ถ้าหากเปียกฝนก็ต้องรีบเช็ดตัวให้แห้งเร็วที่สุด ไม่ให้โดนอากาศเย็น
2. ควรเลี่ยง ฝุ่น ควัน รวมถึงควันรถ ควันบุหรี่ด้วยเป็นสิ่งจำเป็น เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ทางเดินหายใจอักเสบ ทำให้เกิดการติดเชื้อไข้หวัดได้ง่ายขึ้น
3. ไม่ควรอยู่ในที่แออัดที่อากาศถ่ายเทไม่ดี หรืออยู่ร่วมกับคนที่เป็นไข้หวัด จะทำให้ติดไข้หวัดได้ง่าย ควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงโดยรับประทานอาหารให้เพียงพอ และถูกสัดส่วน รวมทั้งออกกำลังให้เพียงพอ
4. ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี

This entry was posted in News.