รีแพร์ กระชับช่องคลอด คืนความมั่นใจให้ผู้หญิง

รีแพร์ กระชับช่องคลอด คืนความมั่นใจให้ผู้หญิง รีแพร์ หรือ กระชับช่องคลอด ทำได้ 2 วิธี คือการผ่าตัดและการใช้เลเซอร์ การผ่าตัดรักษาแบบดั้งเดิมทำได้โดยการเย็บติดเพื่อรวบเนื้อเยื่อที่นูนเข้าด้วยกัน แต่เป็นวิธีการที่ไม่นิยมในปัจจุบัน เพราะมีอัตราการล้มเหลวถึง 25-60% จึงได้มีการพัฒนาการผ่าตัดรักษาด้วยเทคนิคใหม่ คือ การนำแผ่นพยุงตาข่ายพิเศษ (Mesh) แปะหรือฝังในผนังช่องคลอด ทำให้การผ่าตัดประสบความสำเร็จมากขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาช่องคลอดหย่อนยานได้ถึง 95% และหลังทำผู้ป่วยจะไม่รู้สึกว่ามีแผ่นพยุงอยู่ในช่องคลอด การผ่าตัดทั้งสองวิธีนี้เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ไขกระเพาะปัสสาวะหย่อนและลำไส้หย่อน

สำหรับในกรณีที่ผู้ป่วยมีการหย่อนยานของผนังช่องคลอดทั้งส่วนหน้าและส่วนหลัง แพทย์จะทำการผ่าตัดรักษา กระบังลมหย่อน เรียกว่า A-P Repair หรือ Anterior-Posterior Vaginal Repair โดยเป็นการผ่าตัดนำผนังช่องคลอดทั้งส่วนหน้าและส่วนหลัง และเนื้อเยื่อส่วนเกินที่ยื่นเข้าไปในช่องคลอดออกไป รวมทั้งตกแต่งกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ส่วนปลายที่หย่อนคล้อย กรณีที่ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนอย่างรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้แผ่นพยุงตาข่ายพิเศษ (Mesh) ร่วมด้วย เพื่อให้เนื้อเยื่อและอวัยวะในอุ้งเชิงกรานกลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม ทำให้ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนดีขึ้นและช่องคลอดกระชับขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัดทำรีแพร์ เช่น เสียเลือดมาก เกิดการติดเชื้อ ผนังกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ทะลุ หากผ่าตัดบริเวณฝีเย็บสูงเกินไปอาจทำให้เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ อวัยวะเพศอาจผิดรูปร่างไปทำให้ไม่เป็นที่พอใจได้ เป็นต้น สำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำรีแพร์ ได้ คือ ผู้ป่วยเบาหวาน เพราะแผลอักเสบและติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ, ผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศภายใน 1 สัปดาห์ และผู้ที่มีอาชีพที่ต้องเดินทางบ่อยๆ เพราะ 1 สัปดาห์หลังผ่าตัดเสี่ยงต่อการเกิดแผลแยก แผลอักเสบ และฉีกขาด

ปัจจุบันมีการนำเลเซอร์ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่มาใช้ในการกระชับช่องคลอด ทั้งนำมาใช้แทนการผ่าตัดทั่วไป และการใช้เลเซอร์กระชับช่องคลอดโดยไม่ผ่าตัด สำหรับการผ่าตัดด้วยเลเซอร์ แพทย์จะทำการผ่าตัดบริเวณผนังช่องคลอดด้านหลัง โดยตัดเนื้อเยื่อส่วนเกินของผนังช่องคลอดออก เพื่อให้ช่องคลอดมีขนาดเล็กลง ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 1 ชั่วโมง การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ช่วยลดการสูญเสียเลือดและลดความบอบช้ำของเนื้อเยื่อลงได้มาก เจ็บน้อยกว่าและฟื้นตัวเร็วกว่า

สำหรับการใช้เลเซอร์กระชับช่องคลอดโดยไม่ผ่าตัดนั้น เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาช่องคลอดหลวม แต่ไม่มีปัญหา ไอจาม ปัสสาวะเล็ด โดยการนำหัวเลเซอร์สอดเข้าไปในช่องคลอด แล้วปล่อยพลังงานเลเซอร์ออกมาในคลื่นความยาวที่เหมาะสม ตลอดแนวความลึกของช่องคลอด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่ ทำให้กล้ามเนื้อช่องคลอดมีความตึงตัวขึ้น ผนังช่องคลอดหดเล็กลง มีความแข็งแรงและกระชับขึ้น เป็นการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด จึงไม่มีการสูญเสียเลือดและไม่มีอาการปวดใดๆ โดยมีการวัดความตึงตัวของช่องคลอดทั้งก่อนและหลังทำ จึงสามารถเห็นถึงผลของการใช้เลเซอร์กระชับช่องคลอดได้ ทั้งนี้ ผลการรักษาขึ้นกับสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล

การทำรีแพร์ควรทำในช่วงที่ประจำเดือนหมดไม่เกิน 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการอักเสบของแผลและการปนเปื้อนของเลือดในระหว่างการผ่าตัด ควรตรวจภายในและตรวจมะเร็งปากมดลูกให้เรียบร้อย เนื่องจากหลังผ่าตัดจำเป็นจะต้องงดตรวจไปสักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการป้องกันแผลผ่าตัดถูกกระทบกระเทือน ผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหารก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

การผ่าตัดกระชับช่องคลอดเพียงอย่างเดียวเป็นการผ่าตัดเล็ก แพทย์จะให้ยานอนหลับเพื่อให้ผู้ป่วยคลายความกังวล ใช้เวลาในการผ่าตัด 1 ชั่วโมง หลังผ่าตัดผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้โดยไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล สำหรับการผ่าตัดแก้ไขช่องคลอดหย่อนยานจากภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนเป็นการผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะวางยาสลบหรือให้ยาชาทางไขสันหลัง ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 2 ชั่วโมง หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 3-4 วัน

หลังทำ รีแพร์ ผู้ป่วยต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ 2 เดือน งดออกกำลังกาย 1 เดือน ไม่ยกของหนัก พยายามเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด เดินให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันแผลแยกและเกิดการอักเสบ พักผ่อนให้มาก รับประทานอาหารได้ตามปกติ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทำความสะอาดบริเวณแผลผ่าตัดด้วยน้ำสะอาดในเวลาเช้า-เย็น รวมถึงหลังจากปัสสาวะ-อุจจาระทุกครั้ง และกลับมาพบแพทย์ตามนัด การทำรีแพร์ เป็นการผ่าตัดในบริเวณที่มีเลือดไหลเวียนมาหล่อเลี้ยงมาก ดังนั้น หลังผ่าตัดและแผลแห้งสนิทดีแล้ว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องรอยแผลเป็น

การทำ รีแพร์ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระชับช่องคลอดหลวม จากภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน แต่ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ปลอดภัย ไม่เจ็บตัว และเป็นธรรมชาติ ทั้งเป็นการป้องกันช่องคลอดหลวมและเป็นการรักษาในเบื้องต้น นั่นคือออกกำลังกายอุ้งเชิงกรานโดยการฝึกขมิบช่องคลอด อาจเริ่มจากวันละ 10 ครั้ง จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้น เป็นวันละ 50-100 ครั้ง หรือทำให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการขมิบช่องคลอดสามารถทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงานหรือที่บ้าน

สำหรับคนที่มีปัญหาช่องคลอดหลวม จากภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนมากแล้ว อาจต้องทำรีแพร์ ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อน ดังนั้น คุณผู้หญิงควรพูดคุยและทำความเข้าใจกับคนรักก่อนตัดสินใจทำรีแพร์ ต้องเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำศัลยกรรมตกแต่งช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานโดยเฉพาะ เลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีหลังการผ่าตัด

This entry was posted in News.